OFFICE IN GERMANY
OFFICE IN THAILAND

Opening hours / Monday – Friday / 09:00 – 18:00 / 24h Admin (Germany)

Call us now : +49 6122 9291199  ,  +66 2116 0309

Image Alt

บริการบัญชี

ด้วยจุดเริ่มต้นจากประเทศเยอรมนีและมีสำนักงานประจำในประเทศไทย บริษัทของเราให้การสนับสนุนธุรกิจระหว่างประเทศที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเราให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนต่างชาติเป็นหลักในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ประเทศไทย พร้อมผสานมาตรฐานสากลเข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกในท้องถิ่น เพื่อช่วยแนะนำลูกค้าในกระบวนการเข้าสู่ตลาด การจัดโครงสร้างองค์กร และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบต่าง ๆ

สำนักงานของเราในประเทศไทยให้บริการด้านบัญชีอย่างครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน รวมถึงสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานในระดับสากล ตั้งแต่การทำบัญชีประจำวัน การจัดทำงบการเงินตามกฎหมาย ไปจนถึงการยื่นแบบภาษีและการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล เราช่วยให้ลูกค้าสามารถดำเนินงานด้านการเงินในประเทศไทยได้อย่างโปร่งใส เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากบริการบัญชีอย่างต่อเนื่องแล้ว เรายังให้บริการเฉพาะทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ทางบัญชี (Forensic Accounting) และงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบสถานะทางการเงิน (Financial Due Diligence – DD) สำหรับการควบรวมกิจการ (M&A) และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยการผสานความเชี่ยวชาญด้านการเงินเข้ากับประสบการณ์การให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ เราช่วยให้ลูกค้ามีความชัดเจนและมั่นใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานตรวจสอบและการรายงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของข้อมูลมีความเชื่อมโยงกับการรายงานทางการเงินมากขึ้น สำนักงานของเราจึงผสานบริการเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้แก่ลูกค้า

มาตรฐานการบัญชีของประเทศไทยคืออะไร และมีความเกี่ยวข้องกับ IFRS อย่างไร

ในประเทศไทย กรอบมาตรฐานการรายงานทางการเงินกำหนดขึ้นตามมาตรฐานที่ออกโดย สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

a. TFRS สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ

• PAEs คือกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย กองทุนรวม เป็นต้น
• กิจการกลุ่มนี้ต้องใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS) ซึ่งเป็นฉบับแปลอย่างเป็นทางการของ IFRS โดยมีความล่าช้าหรือการปรับแก้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
• TFRS สำหรับ PAEs มีเนื้อหาและแนวทางสอดคล้องกับ IFRS เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการรับรู้ การวัดมูลค่า การนำเสนอ และการเปิดเผยข้อมูล

b. TFRS สำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs)

• NPAEs คือกิจการที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเอกชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
• กิจการกลุ่มนี้ใช้มาตรฐานแบบย่อที่เรียกว่า TFRS สำหรับ NPAEs ซึ่งพัฒนาโดยสภาวิชาชีพบัญชีเช่นเดียวกัน และมีแนวคิดพื้นฐานอ้างอิงจากกรอบแนวคิดของ IFRS แต่มีการลดทอนหรือยกเว้นข้อกำหนดหลายประการ เพื่อลดความซับซ้อนและต้นทุนในการจัดทำงบการเงิน
• อย่างไรก็ตาม NPAEs สามารถเลือกใช้ TFRS ฉบับเต็ม (ซึ่งสอดคล้องกับ IFRS) ได้ หากเห็นว่าเหมาะสม โดยสภาวิชาชีพบัญชีแนะนำให้พิจารณาจากความต้องการข้อมูลของผู้ใช้งบการเงินเป็นหลัก

ประเด็นสำคัญ: มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยทั้งสองชุดมีรากฐานมาจากหลักการของ IFRS เหมือนกัน แต่ TFRS สำหรับ PAEs ≈ IFRS ในขณะที่ TFRS สำหรับ NPAEs ≈ มาตรฐานที่อ้างอิง IFRS ในรูปแบบที่ย่อและเหมาะสมกับกิจการขนาดเล็ก

ความแตกต่างหลักระหว่าง TFRS สำหรับ NPAEs กับ TFRS / IFRS

เมื่อเปรียบเทียบกับ IFRS ฉบับเต็ม (หรือ TFRS สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ – TFRS for PAEs) จะพบว่า
TFRS สำหรับ NPAEs มีการปรับให้ข้อกำหนดง่ายขึ้น หรือยกเว้นข้อกำหนดบางประการออกไปหลายส่วน

หัวข้อ TFRS (สำหรับ PAEs / IFRS) TFRS สำหรับ NPAEs
งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ต้องจัดทำ ไม่จำเป็นต้องจัดทำ (เป็นทางเลือก)
งบกระแสเงินสด ต้องจัดทำ ไม่จำเป็นต้องจัดทำ (เป็นทางเลือก)
เครื่องมือทางการเงิน ใช้การวัดมูลค่าและการตั้งค่าเผื่อด้อยค่าตาม IFRS ฉบับเต็ม แบบย่อ หรืออาจไม่ต้องปฏิบัติตาม
สัญญาเช่า รับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า ตาม IFRS 16 โดยทั่วไปเป็นแบบย่อ หรืออาจไม่ครอบคลุมหัวข้อนี้
ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (IAS 12) รับรู้ผลต่างชั่วคราวทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องรับรู้ หรือมีรายละเอียดน้อยกว่า (เป็นทางเลือก)
การวัดมูลค่ายุติธรรม / ทางเลือกในการตีราคาใหม่ ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีข้อจำกัดมากกว่า หรืออาจไม่จำเป็นต้องใช้

โดยสรุป มาตรฐานสำหรับ NPAEs ใช้งานได้ง่ายกว่า แต่การรายงานทางการเงินอาจมีรายละเอียดน้อยกว่ามาตรฐานฉบับเต็มที่สอดคล้องกับ IFRS

การใช้งบการเงินเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ในประเทศไทย

ในประเทศไทย การยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลจะต้องมีงบการเงินที่เหมาะสมประกอบการยื่นแบบ อย่างไรก็ตาม การคำนวณภาษีจะยึดตามประมวลรัษฎากรของไทย ไม่ใช่มาตรฐาน IFRS โดยตรง

โดยทั่วไป แนวทางปฏิบัติมีดังนี้:

ความแตกต่างระหว่างฐานทางบัญชีกับฐานภาษี (Accounting vs. Tax Basis)

  • งบการเงินจัดทำตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง (TFRS สำหรับ PAEs หรือ TFRS สำหรับ NPAEs)
  • สำหรับการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ประมวลรัษฎากรของไทยเป็นผู้กำหนดฐานรายได้ที่ต้องเสียภาษีและค่าใช้จ่ายที่หักได้  โดยกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีจะคำนวณจากกำไรทางบัญชี แล้วปรับปรุงรายการตามกฎหมายภาษี สำหรับรายการที่แตกต่างจากหลักบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายต้องห้าม สิทธิประโยชน์ทางภาษี และค่าเผื่อหรือค่าลดหย่อนต่าง ๆ
  • ดังนั้น งบการเงินทางบัญชีจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการคำนวณภาษี และจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามกฎหมายภาษี
  • กิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเลือกใช้ TFRS ฉบับเต็ม หรือ TFRS สำหรับ NPAEs ได้ หากเข้าเงื่อนไข
  • ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้รับรองการใช้ IFRS for SMEs โดยใช้มาตรฐาน TFRS สำหรับ NPAEs ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน คือช่วยลดความซับซ้อนให้กับกิจการขนาดเล็ก
  • กิจการบางแห่งที่เป็น NPAEs อาจเลือกใช้ TFRS ฉบับเต็ม เพื่อเพิ่มความสามารถในการเปรียบเทียบข้อมูล หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สถาบันการเงิน

1. หลักการสำคัญ

สำหรับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย:

กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี = กำไรทางบัญชีตามงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
± รายการปรับปรุงตามประมวลรัษฎากร

ดังนั้น:

  • ไม่ต้องจัดทำงบการเงินใหม่ให้เป็น “งบฐานภาษี”
  • ใช้งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบเพียงชุดเดียว

จัดทำตารางกระทบยอดเพื่อการคำนวณ

2. ต้องมีการปรับปรุงรายการประเภทใดบ้าง

รายการปรับปรุงสามารถจัดกลุ่มได้เป็นหมวดหมู่ที่พบได้เป็นประจำและค่อนข้างแน่นอน

3. เงินสำรองและประมาณการหนี้สิน (Reserves & Provisions – คุณเข้าใจถูกแล้ว)

หลักทั่วไป:
เงินสำรองและประมาณการหนี้สินทางบัญชี ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เว้นแต่กฎหมายภาษีจะกำหนดให้หักได้โดยชัดแจ้ง

ตัวอย่างที่พบบ่อย

รายการ การบันทึกทางบัญชี (TFRS) การปฏิบัติทางภาษี
เงินสำรองทั่วไป บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย / การจัดสรรกำไร ต้องบวกกลับ
เงินสำรองตามกฎหมาย (5% ของกำไรสุทธิ) การจัดสรรกำไรเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ รับรู้ได้ตาม TFRS ต้องบวกกลับ (ยกเว้นกรณีเข้าเงื่อนไขของกรมสรรพากร)
ค่าเผื่อสินค้าล้าสมัย / เสื่อมสภาพ รับรู้ได้ตาม TFRS ต้องบวกกลับ
ค่าเผื่อการรับประกันสินค้า รับรู้ได้ตาม TFRS ต้องบวกกลับ
ค่าเผื่อโบนัสพนักงาน (ยังไม่ได้จ่าย) บันทึกค้างจ่าย ต้องบวกกลับ
ค่าเผื่อคดีความ รับรู้ได้ตาม TFRS ต้องบวกกลับ
ประมาณการหนี้สินสำหรับผลประโยชน์พนักงาน รับรู้ได้ตาม TFRS ต้องบวกกลับ

ข้อยกเว้น (สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้)

  • เงินชดเชยพนักงาน หักได้เมื่อจ่ายจริง (ไม่ใช่เมื่อบันทึกเป็นประมาณการหรือค่าเผื่อ)
  • หนี้สูญ หักได้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
  • เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ หักได้ภายในวงเงินที่กฎหมายกำหนด

แนวคิดสำคัญ:
กฎหมายภาษีของประเทศไทยถือหลักการเก็บภาษีจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว (realized expenses) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เป็นเพียงการคาดการณ์หรือประมาณการล่วงหน้า

4. ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (Depreciation & Amortization)

ถือเป็นหนึ่งในรายการปรับปรุงทางภาษีที่สำคัญที่สุด

ทางบัญชี (Accounting)

  • คำนวณค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์
  • IFRS เปิดให้ใช้ดุลยพินิจของผู้จัดทำงบ รวมถึงการตีราคาใหม่ (revaluation) การรับรู้การด้อยค่า (impairment) เป็นต้น

ทางภาษี (Tax)

  • ใช้อัตราค่าเสื่อมราคาตามที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าเสื่อมราคาที่บันทึกทางบัญชีเกินกว่าที่กฎหมายภาษีกำหนด ต้องนำมาบวกกลับ
  • จากนั้นจึงนำค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์ภาษีมาหักเป็นค่าใช้จ่ายต่างหาก

ตัวอย่าง

  • ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี: 1,200,000 บาท
  • ค่าเสื่อมราคาที่กฎหมายภาษีให้หักได้: 800,000 บาท

รายการปรับปรุง

  • บวกกลับ: 1,200,000 บาท
  • หักเพิ่ม: 800,000 บาท
  • บวกกลับสุทธิ: 400,000 บาท

หมายเหตุ:
กำไรหรือขาดทุนจากการตีราคาใหม่ และกำไรหรือขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรม
ยังไม่ถูกนำมาคำนวณภาษี จนกว่าจะมีการเกิดขึ้นจริง (realized)

5. กำไรและขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Gains & Losses)

รายการ การปฏิบัติทางภาษี
กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ยังไม่ให้นำมาคำนวณภาษี
ขาดทุนจากการด้อยค่า ต้องบวกกลับ

 

โดยภาษีจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่

  • มีการขายสินทรัพย์แล้ว
  • มีการชำระหนี้สินแล้ว
  • กำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นจริงในรูปของเงินสด หรือเป็นจำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดแน่นอนแล้ว

6. รายได้หรือค่าใช้จ่ายที่รับรู้ทางบัญชี แต่ไม่ถือเป็นฐานภาษี (หรือในทางกลับกัน)

รายการที่ต้องบวกกลับ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม)

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทเอง
  • เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับจากภาษีทุกประเภท
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรองหรือเลี้ยงรับรองที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
  • เงินบริจาคที่เกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าใช้จ่ายของกรรมการที่ไม่มีเอกสารประกอบที่ถูกต้อง

รายการที่ให้นำมาหักเพิ่มต่างหาก

  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI
  • การหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า (double deduction) เช่น ค่าอบรม ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในกรณีที่ได้รับอนุมัติ
  • ค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์ภาษีที่ไม่ได้บันทึกไว้ทางบัญชี

7. เงินปันผลและเงินสำรอง (Dividends & Reserves)

เงินปันผลรับ (Dividends received)

  • อาจได้รับยกเว้นภาษีบางส่วนหรือทั้งหมด หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด (เช่น สัดส่วนการถือหุ้น และระยะเวลาการถือหุ้น)

เงินปันผลจ่าย (Dividends paid)

  • ไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (เป็นการจัดสรรกำไร)

เงินสำรองตามกฎหมาย (Legal reserve)

  • เป็นเงินสำรองที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในทุกกรณี

8. ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax: ความแตกต่างชั่วคราวระหว่างทางบัญชีกับทางภาษีจริง)

  • ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีมีอยู่เฉพาะในทางบัญชีเท่านั้น
  • กรมสรรพากรไม่ได้นำภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีมาพิจารณาในการคำนวณภาษีเลย
  • แนวปฏิบัติคือ
    • ยังคงรับรู้ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีไว้ในงบการเงินตาม TFRS
    • แต่ตัดภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีออกจากการคำนวณภาษีโดยสิ้นเชิง

9. สิ่งที่กรมสรรพากรคาดหวังจริงในการยื่นภาษี

สำหรับการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จะต้องยื่นเอกสารดังต่อไปนี้

  1. งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว (งบเชิงพาณิชย์ / commercial balance)
  2. แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50)

สำหรับเอกสารที่ต้องจัดเตรียม ได้แก่ ตารางคำนวณภาษี (tax computation schedule) ซึ่งแสดงรายละเอียด

    • กำไรทางบัญชี
    • รายการบวกกลับ
    • รายการหักเพิ่ม
    • กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี

ผู้สอบบัญชีให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี (TFRS)
เจ้าหน้าที่สรรพากรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร

ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน — แต่ใช้หลักการแตกต่างกัน

* แม้ว่าพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและได้รับการคัดเลือกจะสนับสนุนกระบวนการเหล่านี้ภายใน ทนายความจะประสานงานทุกเรื่องและจะติดต่อกับลูกค้าโดยตรง * แม้ว่าพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและได้รับการคัดเลือกจะสนับสนุนกระบวนการเหล่านี้ภายใน ทนายความจะประสานงานทุกเรื่องและจะติดต่อกับลูกค้าโดยตรง

ลูกค้าธุรกิจ

ฉันได้ปรึกษากับ ดร.คาร์สท์ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหลายเรื่อง และได้รับคำปรึกษาที่ดีมากในทุกแง่มุมของแต่ละเรื่อง ความสามารถ ความสุภาพ และบุคลิกภาพที่ไม่ซับซ้อนของเขาทำให้ฉันเกิดความประทับใจในแง่บวกมากๆ
- I. H. -

ลูกค้าธุรกิจ

"ดร. บิยอร์นช่วยเหลือพวกเราในการจัดตั้งบริษัทซื้อมาขายไปขนาดเล็กในเยอรมนี ร่างข้อตกลงของบริษัท นัดหมายกับพับบลิคโนตารี่และสถานฑูต จดทะเบียนภาษีและทะเบียนการค้าให้บริษัท เมื่อเร็วๆนี้ เค้ายังช่วยในการจัดประชุมผู้ถือหุ้นด้วย ขอบคุณมากๆ ค่ะ"
- D. S. -

ลูกค้าธุรกิจ

“ตอบที่รวดเร็วและละเอียดมาก แสดงความคิดเห็นในรายละเอียดทั้งหมดในสัญญา อธิบายว่ามันหมายถึงอะไรและประเมินมัน พวกเราสามารถแนะนำได้ตลอดเวลา”
- K. F. -